รีวิว Lo and Behold Reveries of the Connected World

Lo and Behold Reveries of the Connected World “แฮร์โซ้ก” ปะทะ “Internet”

Lo and Behold Reveries of the Connected World

ผู้สร้างภาพยนตร์ในตำนานชาวเยอรมัน ช่วยไขปัญหาความเลวร้ายและน่าเกลียดของการใช้ชีวิตที่ยึดติดอยู่ในโลกออนไลน์ แวร์เนอร์ แฮร์โซ้ก ผู้กำกับเจ้าของหนังสารคดีเยี่ยมๆ อย่าง My Best Fiend, Grizzly Man,
Cave of Forgotten Dreams และ Into the Abyss กลับมาทำหนังสารคดีเรื่องใหม่ในรอบ 5 ปี ที่มีชื่อว่า “Lo and Behold Reveries of the Connected World”

ซึ่งว่าด้วยโลกและชีวิตเราทั้งหลายที่ผันเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลเพราะสิ่งที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต”ซึ่งหนังได้ไปเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ด้วย สองในสามของวิธีการที่คุณจะเข้าใจใน “Lo and Behold Reveries of the Connected World”นั้น “แวร์เนอร์ แฮร์โซ้ก” ถามคำถามแก่ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ นักปรัชญา

และผู้ชม ว่า “อินเทอร์เน็ตนั้นฝันถึงตัวมันเองหรือไม่? ตามแบบสอบถามบนหน้าจอที่ถูกสร้างโดยผู้สร้างภาพยนตร์เยอรมันในตำนาน นี่ยังเทียบไม่ได้กับคำถามเพ้อเจ้อที่ว่า มันมีความวิกลจริตในหมู่นกเพนกวินจริงไหม? ใน “Encounters at the End of the World” ผลงานของเขาเมื่อปี 2007 คำถามนี้เพียงพอที่จะทำให้คุณเส้นเลือดในสมองแตก มากพอๆ กับข้อซักถามที่ลึกซึ้งของ “แฮร์โซ้ก”

การสำรวจในยุคออนไลน์ได้นำเสนอพฤติกรรมที่ดีและแย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นักวิจารณ์เห็นพ้องกันว่าสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่เกี่ยวข้องกับเปลวสุริยะ และนักเล่นเกมช่วยแก้ปัญหาปริศนาที่ซับซ้อนได้อย่างไร เราไปที่ศูนย์ติดยาเสพติดอินเทอร์เน็ตแฮ็กเกอร์คอนเฟอร์เรนซ์และสำนักงานของ “Elon Musk” เตรียมที่จะคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของคุณ

และคาดหวังถึงหุ่นยนต์ด้วย “แฮร์โซ้ก” สรุปให้เห็นว่าความหมกมุ่นในโลกอินเตอร์เน็ตบ่งบอกความเป็นตัวตนของคุณ เป็นการผสมผสานหลายๆสิ่งที่ยอดเยี่ยม และมีหัวข้อสนทนามากมายในบทสนทนาที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดใจที่จะร่วม “Lo and Behold Reveries of the Connected World” เป็นการนำเสนอเรื่องราวทางโทรทัศน์แบบสั้น ๆ มากกว่าหนึ่งเรื่อง ความยาวแตกต่างกันไป บางช่วงเสนอส่วนที่ดี หรือส่วนที่ไม่ดีและน่าเกลียดของวัฒนธรรมออนไลน์ ฉากพวกนี้ “แฮร์โซ้ก”ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม มันสื่อความจริงได้อย่างจริงใจที่สุด

Florence Foster Jenkins รีวิว “Meryl Streep” โชว์เสียงร้องในแบบของเธอ

Florence Foster Jenkins อาจได้เข้าชิงออสการ์ ครั้งที่20 ประหนึ่ง “Ed Wood” ฉบับนักร้องโอเปร่า

“เมอรีล สตรีป” รับบทนำได้อย่างยอดเยี่ยมใน “Florence Foster Jenkins” อย่างกับ “Ed Wood” ฉบับนักร้องโอเปร่า “Wood” ผู้มีพรสวรรค์ในการสร้างภาพยนตร์ รู้สึกตลกมากที่เขาถูกยกเป็นแบบอย่าง ในเรื่อง “เจนกิ้นส์” อาศัยอยู่กับ “เซนต์ แคล์ เบย์ฟิล” (Hugh Grant) สามีและผู้จัดการของเธอ ในแวดวงสังคมแมนฮัตตันในปี ค.ศ.1940 “เบย์ฟิล” คอยปกป้องไม่ให้เธอได้รับรู้คำวิจารณ์แย่ ๆ พยายามสนับสนุนให้เธอไปถึงฝันถึงขนาดติดสินบนพวกนักวิจารณ์ และทำตามการจินตนาการเพ้อฝันของเธอ โดยจัดหาครูสอนร้องเพลง นักเล่นเปียโน การแสดงแบบส่วนตัว ที่ “The Verdi Club” ที่เธอเป็นเจ้าของเอง แต่ว่า “เบย์ฟิล” ก็มีชู้กับ “แคทลีน เวทเธอลีย์” (Rebecca Ferguson) ที่ภรรยาของเขาก็รู้เรื่องนี้ดี สามีคนแรกของ “เจนกิ้นส์” เสียชีวิตไปด้วยโรคซิฟิลิส และนั่นเป็นสาเหตุที่เธอไม่มีเซ็กซ์อีกต่อไป – หรือนี่คือสาเหตุว่าทำไมเธอถึงอ่านโน๊ตไม่แตกสักที ความหายนะจึงตกอยู่กับ “คอสมี แม็คมูน” (Simon Helberg) นักเปียโนในวงคนใหม่ ที่ได้ยินเสียงร้องอันแสนห่วยของเธอเป็นครั้งแรก

florence-featured
Florence Foster Jenkins

แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังประเภทไหน ? เป็นหนังที่ใช้ได้ และสนุกเรื่องหนึ่ง ขอบคุณผู้กำกับ “Stephen Frears” ที่คอยรักษาสมดุลระหว่างความตลกและโศกนาฎกรรมได้อย่างละเมียดละไมในบทภาพยนตร์ของ “Nicholas Martin” และสร้างบรรยากาศให้นักแสดงที่แตกต่างกันทั้งสามคนสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น

 

“เมอรีล สตรีป” อาจจะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 20 นี้ สำหรับการนำมาซึ่งอารมณ์ขัน ตัวเธอเองร้องเพลงได้อย่างน่าชื่นชม เธอร้องได้ใกล้เคียงกับ “เจนกิ้นส์” ตัวจริง ถือว่าสมบูรณ์แบบสำหรับนักแสดงที่ต้องเล่นในบทที่แปลกใหม่เช่นนี้ และ “เมอรีล สตรีป” ยังทำให้คุณคล้อยตามไปกับการแสดง เธอทำให้คุณเข้าถึง “เจนกิ้นส์” แม้กระทั่งเมื่อโลกความเป็นจริงกระแทกประตูปิดกั้นโลกจินตนาการของเธอ

FLORENCE
FLORENCE

และเป็นไปตามคาดหมาย “Helberg” ในบทของ “แม็คมูน” ที่นำพาเสียงหัวเราะ และนักเปียโนที่ประหม่าต่อหน้ามาดามฟลอเรนซ์ ผู้ปราศจากพรสวรรค์ทางด้านดนตรี และเมื่อตัวเขาเป็นนักเปียโนคลาสสิคที่มีความสามารถ เขาทำให้คนดูรับรู้ถึงความอับอายของ “แม็คมูน” เมื่อต้องแสดงในที่สาธารณะกับมาดามผู้นี้ สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่งคือการที่เขาพยายามเก็บงำความรู้สึกของ “แม็คมูน” ที่มีต่อ “เจนกิ้นส์” กระทั่งเขารู้สึกชอบเธออย่างเห็นได้ชัดจนเรารู้สึกได้ ตัวเขาก็ต่อต้านมันไม่ได้

FLORENCE
FLORENCE

“Grant” หนุ่มเจ้าสเน่ห์ครั้งนี้เขาลุ่มลึกขึ้น มืดหม่นขึ้น และเสี่ยงมากขึ้น เขาทำให้ตัวละคร “เบย์ฟิล” ซับซ้อนขึ้น จิตใจที่แตกร้าวดั่งตัวละครของเช็คสเปียร์ ผู้ซึ่งคอยปกป้องภรรยาของเขา แต่ไม่มีใครปกป้องเขาจากสังคมที่ไม่เคยแยแส “Grant” แสดงให้เห็นอารมณ์ตึงเครียดของ “เบย์ฟิล” และความน้อยใจต่าง ๆ ที่เขาเก็บซ่อนไว้ในใจ ในช่วงขณะหนึ่งที่เขาถอดวิกผมของภรรยา ประคองเธอลงบนเตียง และโอบกอดเธออย่างใกล้ชิดโดยปราศจากเซ็กซ์ “Grant” เผยให้เห็นชายคนหนึ่งที่ยังคงอ่อนแอในขณะที่ต่อสู้กับตัวเอง ถือเป็นทิศทางใหม่ในความสำเร็จทางการแสดงของ “Grant” ในอนาคตอาจมีบทบาทท้าทายรอเขาอยู่

ดังนั้นคุณจึงยกโทษให้กับความผิดพลาดของภาพยนตร์เรื่องนี้ กับการแสดงที่น่าขนลุก เช่นเดียวกับที่คุณยกโทษให้เจนกินส์ที่เสียงของเธอไปปะทะกับ Mozart, Verdi, Brahms และ นักประพันธ์เพลงคนอื่น ๆ Caruso และ Cole Porter ถูกยอมรับจากแฟน ๆ และ David Bowie บันทึกเสียงให้ “เจนกิ้นส์” “The Glory of the Human Voice” คือหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดของเขา มันมีเหตุผลที่เรื่องราวของ “เจนกิ้นส์” ได้ถูกเล่าขานบนเวทีต่าง ๆ ในแบบดราม่า-มิวสิคคัล ผู้เขียนเดาว่าเวอร์ชั่นนี้จะถูกตราตรึงอยู่ในใจของหลาย ๆ คน ขอแนะนำ ดูตัวอย่างหนัง หรือ หนังเต็มเรื่อง hdmoviesthai.com ที่นี่ พร้อมให้บริการ ดูฟรี